
สำหรับสาวๆที่กำลังมองหาชุดแต่งงานในสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร ลองมองหาชุดแต่งงานสไตล์เก๋ ให้อารมณ์แบบวินเทจแบบมินิมอล
สำหรับชุดย้อนยุคที่กล่าวถึงในครั้งนี้หมายถึงชุดแต่งงานแบบยุโรป ไม่ได้หมายรวมถึงชุดไทย อย่างไรก็ตาม “Geegee” เองก็ไม่ได้มองข้ามเรื่องของชุดไทย
ชุดเจ้าบ่าว
เพราะเธอตั้งใจที่จะทำชุดไทยที่เป็นชุดไทยโบราณตามราชประเพณี ที่มีการสวมใส่กันในราชสำนักตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาออกมา เพื่อให้คู่บ่าวสาวที่ต้องการสวมชุดไทยโบราณที่เป็นแบบต้นตำรับจริง ที่ไม่ใช่ชุดไทยประยุกต์เฉกเช่นทุกวันนี้ เพราะเราเชื่อว่าชุดไทยโบราณมีความสวยงามที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนชาติใดในโลก จนสาวๆ หลายคนหลงใหล และอยากจะได้สวมใส่ในวันแต่งงาน
แต่สำหรับ Geegee Bridal Boutique จุดขายของร้าน ไม่ได้อยู่ที่ชุดไทยเสียทีเดียว เพราะชุดหลักของทางร้านคือ ชุดแต่งงาน เป็นชุดราตรี (โดยเฉพาะชุดแต่งงานในโบสถ์แบบคาทอลิกที่มีปลายหางยาวๆ เป็นสิ่งที่ทางร้านถนัด และทำออกมาได้ตรงตามกฎของคาทอลิก)
หลายคนคงสงสัยว่า ชุดย้อนยุคที่เธอนำมาให้เช่า นั้นมีที่มาอย่างไร จีจีบอกกับเราว่า มาจาก 2 ลักษณะ คือ อันดับแรก ของแท้ๆ คือการไปประมูลมาจากห้องเสื้อชื่อดังในต่างประเทศ แน่นอนว่าการประมูลมาแต่ละครั้งต้องใช้เงินหลักล้านบาทกันเลยทีเดียว เพราะต้องประมูลครั้งละหลายชุด และแบบที่ 2 คือ การสั่งตัดขึ้นมาใหม่ แบบ “เมก ทู ออเดอร์” ปัจจุบันสัดส่วนทั้งสองใกล้เคียงกันมาก
พอถามถึงกลุ่มลูกค้า ทางคุณจีจีบอกว่า ปัจจุบันหาลูกค้าได้ไม่ยาก เพราะส่วนใหญ่การแต่งงานจัดขึ้นในโรงแรมระดับ 5 ดาว ดังนั้น ชุดเจ้าสาวในราคาเท่านี้คงไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ คู่บ่าวสาวยอมจ่ายเพื่อให้การจัดงานครั้งเดียวต้องดีที่สุด สวยที่สุด
คุณจีจีบอกด้วยว่า ปัจจุบัน การแข่งขันในธุรกิจสตูดิโอแต่งงานย่านถนนสุขุมวิทนั้นมีสูงมาก นอกจากรูปแบบที่ต้องไม่เหมือนใครแล้ว ราคาก็เป็นส่วนสำคัญ ราคาของเราจึงตั้งไว้ไม่สูงมาก รองรับการแข่งขันด้วย เพราะถ้าเทียบราคาในย่านนี้ ของเราถือว่าถูกกว่า และที่เราทำราคานี้ได้ ทั้งที่ค่าเช่าสถานที่ต่อเดือนเราสูงถึง 150,000 บาท เพราะเรามีโรงงานตัดเย็บชุดแต่งงานเพื่อส่งออกของตัวเองอยู่แล้ว ซึ่งก็มาช่วยรองรับการผลิตตรงนี้ได้ ในส่วนของโรงงานนั้น เกือบทั้งหมดเป็นการสั่งตัดจากลูกค้าต่างประเทศ ได้แก่ ดูไบ ญี่ปุ่น และยุโรป เป็นต้น
